00.17 เวลาของวันที่ 3 เดือนแรกของปีใหม่ ซึ่งผ่านมาแล้วสองวัน วันเวลาที่เคลื่อนผ่านตัวเองไปเหมือนไม่มีการหยุดพัก เหมือนกับตัวเราเองที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับมันเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผัน ชีวิตเติบโตและเรียนรู้เติบใหญ่ เผลอแป๊ปเดียว เมื่อลองนั่งในพื้นที่ของตัวเองนานๆก็ได้รู้สึกตัวและคอยคิดถวิลหาว่าเวลานั้นได้พัดพาและประสบการณ์อะไรผ่านตัวเราไปบ้าง บางอย่างเนินนานบ้างก็รวดเร็ว มีหลากหลายชีวิตอะไรที่ผ่านมาและผ่านไป เพื่อนแสนดี คนคุ้นเคย คนรู้จัก หรือคนที่หันไปมองตอนเดินผ่านทางไปซื้อกับข้าวร้านประจำ หรือผู้ที่จากไปแล้ว จนถึงเวลาหนึ่งเราก็รู้สึกกับมันเพราะไม่ว่าเราจะสุขและทุกข์มากเพียงใด สิ่งที่ผ่านมาและผ่านไปล้วนเป็นธรรมชาติ ชีวิตได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสมือนกลีบดอกไม้ที่รอวันผลิบาน เพื่อโอ้อวดความสวยงาม และความหอมหวานที่นานๆทีจะได้สัมผัส และสุดท้ายก็ล่วงหล่นสู่พื้นดินอันอบอุ่นเหมือนอย่างที่มันเป็นมาตลอด
 
สำหรับข้าพเจ้าเอง เวลานั้นเป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิตของข้าพเจ้า ณ ตอนนี้เพราะตามที่ตัวเราเองสัมผัสและพบเจอ เราเคร่งคัดและจัดแจง เพื่อเวลาที่หลงเหลืออยู่นั้นเราสามารถพักผ่อนและใช้เวลาว่างตามสมควรตามใจเราปรารถณา บางครั้งเราสนุกไปกับมันด้วยเพราะมันเป็นสิ่งที่เราพบเจอตลอดเวลา เวลาว่างในนิยามของข้าพเจ้า ณ ต่อนี้จึงเป็นไปด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมาย จนบางครั้งข้าพเจ้าสับสนว่าคำว่า "พักผ่อน" กับ "เวลาว่าง" มันแตกต่างหรือเหมือนกันไหมในนิยามของคนปัจจุบัน ?
 
เพราะในความคิดนึงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองว่าพอถึง "เวลาพักผ่อน" ข้าพเจ้าจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำอยู่แล้วพักผ่อนนอนหลับ นอนเล่น หรือเกลือกกลิ้งไปมา ทำให้ข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเป็นอย่างมากในช่วงที่รู้สึกว่าร่างกายกำลังเจอกับปัญหาจากหลากหลายอย่างรุมตอมที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบที่เป็นเหมือนหน้าที่ ที่ต้องแบบรับ
แต่สำหรับ "เวลาว่าง" ในทัศนะของข้าพเจ้าที่มองมันเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไรในแบบของคนอื่นๆคือ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเวลาว่างนั้น เป็นเวลาที่ร่างกายของข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลาย เหมือนการได้อยู่คนเดียวโดยปราศจากภาระไร้เวลา หรือสิ่งที่ต้องกังวลเรื้อรัง เป็นสภาวะที่เหมือนเรา "หยุดนิ่ง" หรือหยุดพักอยู่ที่ใดที่นึงที่ไร้แรงดึงดูด หรือทำกิจกรรมยามว่างเช่น อ่านหนังสือ หรือ ฟังดนตรี หรืออกไปเดินเล่น หาสิ่งเจริญหูเจริญตาตามอัตภาพที่พึงมี
 
เมื่อข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น มันทำให้ข้าพเจ้าเองย้อนดูตัวเองอยู่ตลอดเวลาถึง เวลา ที่ข้าพเจ้ามีและได้รับเมื่อเวลาในทัศนะของข้าพเจ้านั้นเริ่มลดลงไปที่ สืบเนื่องจากปัจจัยแวดล้อมรอบตัวก็ส่วนหนึ่ง และ หลายๆสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตขึ้นด้วย ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนๆ ข้าพเจ้าหยิบบันทึกความทรงจำในอดีตมาเปิดดู มันวางอยู่ในชั้นหนังสือที่วางรวมอยู่ด้วยกันจำนวนมาก กองหนังสือเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นความเก่าของมัน บ่งบอกว่าหนังสือเหล่านี้มัน "หยุดนิ่ง" ไม่ขยับเขยือนไปจากเดิมเหมือนที่เดิมที่ข้าพเจ้าวางมันไว้อย่างเดิมตลอดมา
ข้าพเจ้าหยิบมันขึ้นมาเปิดดู หนังสือปกแดงเล่มหนานั้นได้มีรูปของข้าพเจ้า และวันวานในอดีตแปะอยู่เต็มไปหมด รวมถึงเรื่องราวและลายมือที่ดูตลกๆ จนข้าพเจ้านึกในใจว่าได้เขียนมันแบบสำนวนนี้จริงๆน่ะหรือ ?
 
พออ่านๆสิ่งที่ข้าพเจ้าได้บันทึกเอาไว้ ก็อดขำความเป็นตัวเองของตอนๆนั้นไม่ได้ ทั้งความรู้สึก และ สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังบันทึกอยู่ มุมมองที่ข้าพเจ้ามีต่อเรื่องใดเรื่องนึง หนังสือที่ข้าพเจ้าได้หยิบมาอ่าน หรือแม้แต่ภาพยนตร์ที่ข้าพเจ้ารักและหวงแหน ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตนั้นบางอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง นั้นคือเวลา เป็นตัวแปรของหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นมาผ่านตัวข้าพเจ้า ได้มีบทบาทต่อประสบการณ์การเรียนรู้ การทำความเข้าใจในหลากหลายด้านรวมถึงความรัก ...
 
มันเลยทำให้ตัวข้าพเจ้าเองอดคิดไปไม่ได้ว่า มันจะมีอะไรอีกที่จะมาเปลี่ยนแปลงตัวข้าพเจ้าให้ต่างไปจากเดิมที่เคยเป็นในอดีตอีกหรือไม่แล้วถ้าใช่จะเป็นอย่างไร? ข้าพเจ้านั่งคิดพลางหบิยสมุดเปิดดูวันเวลาที่เขียนไว้บนปก มันแสดงว่าเป็นปี 2010 ล่าสุดที่ข้าพเจ้าได้เขียนบันทึกและความทรงจำลงไปในสมุด ทำให้ข้าพเจ้าเองรู้สึกแปลกใจกับช่วงเวลาที่ผ่านไปเกือบ สองปี นั้นมันหายไปไหน มันหายไปพร้อมความทรงจำหรือป่าว หรือมันก็อาจไม่มีอยู่จริง เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าถามตนเองเล่นๆ เพราะว่าเราไม่มีทางจะลืมอะไรไปได้ทั่งหมดและไม่มีทางที่จะจำได้ทั้งหมดเช่นเดียวกัน มีแค่การจดบันทึกความทรงจำเท่านั้นที่ ทำให้ข้าพเจ้าเก็บรายละเอียดความทรงจำหรือความรู้สึกทั้งหมดไว้ได้ไม่มากก็น้อย ตามแต่เรื่องราวและเวลาของมัน แล้วอีกอย่างคือความทรงจำที่ดีกับความทรงจำที่เจ็บปวดนั้น อะไรที่มันจะมั่นคงยืนยงต่อความทรงจำมากกว่ากัน นั้นคือคำถามที่ข้าพเจ้าได้แต่ถามตัวเองอีกเช่นกัน
 
เพราะว่าปลายทางของความทรงจำทั้งสองแบบยังคงเหมือนกัน นั้นคือให้ความรู้สึก เพราะเวลาไม่สามารถเปลี่ยนมันไปได้เลย มันยังคงอยู่ ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจเรา ทุกๆลายอะเอียด ทุกๆความเหลือนไหว ทุกๆจังหวะนาที ทุกๆความรู้สึกที่ยังคงอบอวน ทุกๆภาพมันชัดเจนอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลา สีของภาพไม่เคยจืดจางความสุขและเสียงหัวเราะยังคงดังอยู่เสมอ น้ำตาที่ไหลแสดงถึงความเจ็บปวดยังคงอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดในใจ มวลทั้งหมดนั้นมันได้กลายเป็นภาพทรงจำที่ ไร้กาลเวลามาโดยตลอด และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านั้นจะคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป
 
และเนื่องจากในช่วงปีใหม่ ผู้คนมากมาย นั่งนึกถึงอดีตที่ผ่านไปอีกปีมองดูชีวิตที่เติบโดตต่อไป บ้างก็ว่างแผนให้ตัวเองว่าปีหน้าฉันจะต้องขยันกว่าเดิม ต้องเข้มแข็งกว่าเดิม และไม่ย้อท้อง่ายๆ เพื่อจะเดินเข้าใกล้ไปสู่ความฝันของตัวเองในอีกก้าวนึง สำหรับข้าพเจ้าเองก็มีมุมมองและทางเดินของข้าพเจ้าเองที่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากหรือน้อยเพียงใดข้าพเจ้าไม่มีวันรู้และไม่อยากรู้ เพราะชีวิตอาจจะพบพานอะไรมากมายแค่ไหน ข้าพเจ้ารู้เพียงอย่างเดียวว่าข้าพเจ้าจะไม่หยุดค้นหามัน และพร้อมทำความเข้าใจมัน และรักมันอย่างสุดหัวใจ ตราบที่เวลาของชีวิตจะ "หยุดนิ่ง"ไป.....
 
สวัสดีปีใหม่ 2013
วาคิม  เนียมทับทิม
 

New Year’s Eve :: D+

posted on 27 Dec 2011 11:51 by nang4jor
images by free.in.th
จริงๆที่หนังเรื่องมันกากระดับ F—-แต่โชคดีที่หนังมันสั้น…มันเกิดอะไรขึ้นกับวันปีใหม่ในเรื่องนี้ ?? แล้วทำไมถึงมีเหตุการณ์ที่ดูงี่เง่าไร้สาระในเรื่องได้ขนาดนั้นเหมือนๆกับ ตัวละครที่ชอบเพ้อเจ้อตามขนบหนัง Sitcom ตลกหน้าตายที่น่ารำคาญเสียสติ และที่รับไม่ได้ที่สุดคือต้องมาดู Halle Berry กับ Robert De Niro กับบทบาทที่ห่วยแตกที่สุดในชีวิต บรรยากาศอันแสนสุขของปีใหม่ช่างแห้งแล้งหดเหี่ยว ความสดใหม่ในการชักแม่น้ำทั้ง5ของตาGarry Marshall นับวันจะขมขืนอนาจใจเต็มทีพวกมุกจับพลัดจับพลูที่แสนอนาจ หากต้องการดูหนังเพื่ออยากได้บรรยากาศหนาวๆอบอุ่นๆสไตล์หนัง Christmas/New Year เราขอให้ท่านประหยัดพลังงานน้ำมันในการโดยสารไปดูหนังเรื่องนี้ แค่นั่งดู HomeAlone ที่บ้านท่านอีกหนึ่งรอบหนึ่งคงไม่น่าเบื่อไปกว่าดูหนังเรื่องนี้ในโรงแน่นอน…….Nang4jor

★★

The Girl With The Dragon Tattoo :: B+

posted on 27 Dec 2011 11:50 by nang4jor

images by free.in.th

เมื่อพูดกันตรงๆกันในเวอร์ชั่นของของ David Fincher กับการadapโครงเรื่องให้ออกมาในรูปแบบนี้ อย่างแรกที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นสไตล์ด้านภาพที่โดดเด่นและสวยงามและเทคนิคการ ตัดต่อแบบฉับไวที่คุ้นเคยอย่างใน Social Network ถูกนำมาใช้ในการเล่าเรื่องตลอดทั้งเรื่อง โดยในเวอร์ชั่นนี้สิ่งที่ทำให้แตกต่างและน่าสนใจ คงเป็นเรื่องของรายละเอียดต่างๆนิดๆหน่อยเพื่อขยายโครงเรื่องอย่างเช่นการ ผูกเรื่องราวของการเมืองและเรื่องเพศได้อย่างคมคาย และน่าสนใจตรงนี้ น่าจะยกอานิสงค์ให้กับ Steven Zaillian ที่สามารถจับจุดและเชื่อมความสัมพันธ์ต่างๆได้อย่างพอดีและพอควร แต่ก็ยังมีข้อเสียที่เกี่ยวกับความลึกของตัวละครเอกซึ้งเราไม่ค่อยที่จะ เชื่อกับสิ่งที่หนังกำลังบอกเพราะการที่ ระหว่างทางหนังได้พาเราไปสู่ลำดับความรุนแรงและความแปลกแยกของตัวละครมาก เกินไปจนไมได้รับรู้ ความรู้สึกจริงๆและความสัมพันธ์ของตัวละครมากเท่าที่มันควรจะเป็นความผิดนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัว Craig แต่เป็นที่ Mara แต่นั้นก็ถูกชดเชยด้วยการที่หนังสามารถพาให้เรารู้สึกถึงอารมณ์สองบุคลิคของตัว Lisbeth Salander ได้ออกมาน่าพอใจในอารมณ์ฉลาดและเยือกเย็น

โดยสรุป เมื่อเปรียบเทียบกันในสองเวอร์ชั่นแล้ว โดยความเห็นส่วนตัวชอบไปคนละแบบโดยเอนเอียงไปในเวอร์ชั่นสวีเดนปี 2009 ของผกก.Niels Arden Oplev มากกว่าหน่อยเพราะให้อารมณ์แบบดิบๆสมจริงๆ และการเล่าเรื่องที่ดูลึกและน่าสนใจในแบบของมันเองโดยไม่ต้องพยายามมากใน เชิงด้านเทคนิคซึ่งแตกต่างจากเวอร์ชั่นFincher อย่างชัดเจนเพราะมันทำให้อารมณ์หนังออกมาคนละอารมณ์ ซึ่งในเวอร์ชั่นของ Fincher มันก็มีกลิ่นอายของความดาร์ทอยู่แต่อาจเป็นเพราะที่เนื้อเรื่องเล่าไปอย่าง รวดเร็วเป็นจังหวะมากไปจนกลายเป็นสไตล์ที่ซ้ำซากอย่างที่ไม่ควรจะเป็น จนทำให้ช่วงกลางเรื่องมีปัญหาในการเล่าเรื่องพอสมควร

แต่อย่างไรก็ดีในเวอร์ชั่นนี้ก็นับว่าเป็น การวางโครงเรื่องใหม่ได้อย่างดี โดยการให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ กับการว่างประเด็นของสัญชาติญานเรื่องเพศและความรุนแรงของมนุษย์ลงไป เพราะประเด็นหนักๆแบบนี้มักจะพูดถึงในหนังของ Fincher แถบทุกเรื่อง…………….Nang4jor

★★★★

The Evil Network……..ฉบับรีเมคใหม่นี้ พาสเจอร์ไรส์มาอย่างดี ความโหดอาจจะอยู่ในระดับเทียบเคียงกันได้ แต่พอได้ Fincher มาทำ ภาพเลยออกมาดูดีมีสไตล์ยกระดับขึ้นมาอย่างที่เห็น ดูสะอาดตาขึ้นเยอะ ภาพนางเอกในเรื่องจึงไม่ใช่สก๊อยสาวอีกต่อไป แต่ดูเหมือนนางเแบบ Vogue ฉบับฮัลโลวีนมากกว่า และน่าจะมี Lady Gaga เป็นไอดอลประจำใจ ความสปกปรกโสมมไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านภาพตรงหน้าอีกต่อไป แต่ขับเน้นผ่านตัวละครและพฤติกรรม ฉากหน้าอาจจะดูหรุหรา สวยงาม อยู่บ้านหลังสวยๆ นั่งจิบไวน์กันทั้งเรื่อง แม้กระทั่งตัวนางเอกเอง ก็ได้รับการชูว่าเป็นคนสามารถ เก่งรอบด้าน ปราดเปรียว ว่องไว ช่างจดช่างจำ ทักษะการต่อสู้ติดตัวในระดับเอาเรื่อง

กระนั้นความรุนแรงในเนื้อเรื่องก็ยังคงทำหน้าที่ของมันและทำให้ เรารู้สึกสะเทือนได้อารมณ์อยู่ร่ำไป ไม่ว่าฉากหน้ามันจะเป็นเช่นไร และถูกบอกเล่าอย่างไร ข้อเท็จจริงยังคงจริงอยู่วันยันค่ำ กระทบกระเทือนความรู้สึกและชวนให้สยองอยู่เนืองๆ….N@gaZine

★★★★

We Need To Talk About Kevin :: A

posted on 27 Dec 2011 11:49 by nang4jor